Skip to content
จำหน่ายบรรจุภัณฑ์กระดาษและพลาสติก ถ้วยใส่อาหารและเครื่องดื่ม
ติดต่อฝ่ายบริการลูกค้า : 064-193-6616
  • เกี่ยวกับเรา
  • กล่องใส่อาหารExpand
    • บรรจุภัณฑ์กระดาษ
    • บรรจุภัณฑ์พลาสติก
  • ถ้วยกระดาษ
  • เครื่องดื่มExpand
    • แก้วกระดาษ
    • แก้วพลาสติก
  • กล่องใส่เบเกอรี่Expand
    • กล่องใส่เบเกอรี่กระดาษ
    • กล่องใส่เบเกอรี่พลาสติก
  • ถ้วยไอศกรีมExpand
    • ถ้วยไอศกรีมกระดาษ
    • ถ้วยไอศกรีมพลาสติก
  • ถุงกระดาษExpand
    • ถุงกระดาษหูหิ้วExpand
      • ถุงกระดาษใส่ขนม
  • อุปกรณ์ต่างๆExpand
    • ช้อนส้อม
    • ถุงขยะ
    • หลอด
  • ติดต่อเรา
  • บทความ
จำหน่ายบรรจุภัณฑ์กระดาษและพลาสติก ถ้วยใส่อาหารและเครื่องดื่ม
Home / บทความ / EPR บรรจุภัณฑ์คืออะไร ทำไมผู้ประกอบการและ SME ควรรู้

EPR บรรจุภัณฑ์คืออะไร ทำไมผู้ประกอบการและ SME ควรรู้

EPR บรรจุภัณฑ์คืออะไร ทำไมผู้ประกอบการและ SME ควรรู้

EPR หรือ Extended Producer Responsibility แปลเป็นไทยได้ว่า ความรับผิดชอบที่ขยายออกไปของผู้ผลิต หมายถึงแนวคิดที่ให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า เจ้าของแบรนด์ หรือผู้ที่นำบรรจุภัณฑ์เข้าสู่ตลาด มีส่วนรับผิดชอบต่อบรรจุภัณฑ์นั้น ไม่ใช่เฉพาะช่วงที่ผลิตหรือขายสินค้าเท่านั้น แต่รวมไปถึงช่วงหลังจากผู้บริโภคใช้งานเสร็จแล้ว เช่น การเก็บกลับ การคัดแยก การนำกลับมาใช้ซ้ำ การรีไซเคิล หรือการกำจัดอย่างเหมาะสม พูดให้ง่ายขึ้น EPR คือแนวคิดที่มองว่า บรรจุภัณฑ์ไม่ได้จบหน้าที่เมื่อขายสินค้าออกไปแล้ว แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ควรมีบทบาทในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของบรรจุภัณฑ์ ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต การใช้งาน ไปจนถึงการจัดการหลังใช้งาน

ในประเทศไทย แนวคิด EPR กำลังถูกพูดถึงมากขึ้น เพราะภาครัฐมีการผลักดันร่างกฎหมายด้านการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน โดยมีหลักคิดสำคัญคือการนำบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วกลับเข้าสู่ระบบจัดการที่เหมาะสม แทนที่จะปล่อยให้กลายเป็นขยะทั่วไปหรือหลุดรอดสู่สิ่งแวดล้อม

ทำไม EPR ถึงสำคัญกับบรรจุภัณฑ์?

บรรจุภัณฑ์เป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรามาก ไม่ว่าจะเป็นแก้วกาแฟ กล่องอาหาร ถุงพลาสติก ขวดน้ำ ซองสินค้า ถ้วยกระดาษ กล่องเดลิเวอรี่ หรือบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าออนไลน์ แต่หลังจากใช้งานเสร็จ บรรจุภัณฑ์จำนวนมากกลายเป็นขยะที่จัดการยาก โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์ใช้ครั้งเดียวทิ้ง หรือบรรจุภัณฑ์ที่ประกอบด้วยวัสดุหลายชนิด ปัญหาหลักคือบรรจุภัณฑ์บางประเภทถูกออกแบบมาให้ใช้งานสะดวก แต่ไม่ได้ถูกออกแบบให้รีไซเคิลง่าย เช่น บรรจุภัณฑ์หลายชั้น วัสดุผสม พลาสติกเคลือบกระดาษ สีพิมพ์ที่ส่งผลต่อคุณภาพการรีไซเคิล หรือบรรจุภัณฑ์ที่ปนเปื้อนอาหารจนยากต่อการคัดแยก รัฐสภาไทยอธิบายว่า ประเทศไทยยังมีข้อจำกัดด้านการคัดแยก การแปรรูป และต้นทุนเทคโนโลยีในการรีไซเคิล ทำให้บรรจุภัณฑ์จำนวนหนึ่งถูกฝังกลบหรือเผาทำลายมากกว่านำกลับมาใช้ใหม่

ดังนั้น EPR จึงเข้ามาเป็นแนวทางสำคัญ เพราะทำให้ผู้ผลิตและผู้ขายต้องคิดมากขึ้นตั้งแต่ต้นทางว่า บรรจุภัณฑ์ที่เลือกใช้ รีไซเคิลง่ายไหม ใช้วัสดุมากเกินจำเป็นหรือไม่ มีโอกาสถูกเก็บกลับเข้าสู่ระบบหรือเปล่า และสร้างภาระให้สังคมหลังการใช้งานมากน้อยแค่ไหน

ใครบ้างที่อาจเกี่ยวข้องกับ EPR?

EPR ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์เท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับผู้เล่นหลายฝ่ายในห่วงโซ่ธุรกิจ เช่น

1. ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์
เช่น โรงงานผลิตแก้วกระดาษ กล่องอาหาร ถุงพลาสติก ขวดพลาสติก หรือบรรจุภัณฑ์ชนิดต่าง ๆ กลุ่มนี้อาจต้องให้ความสำคัญกับการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ใช้วัสดุเหมาะสม ลดวัสดุที่ไม่จำเป็น และออกแบบให้รีไซเคิลง่ายขึ้น

2. ผู้นำเข้าบรรจุภัณฑ์หรือสินค้าบรรจุเสร็จ
หากนำสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์เข้ามาขายในประเทศ อาจต้องมีบทบาทในระบบการจัดการบรรจุภัณฑ์หลังการใช้งานด้วย ขึ้นอยู่กับขอบเขตของกฎหมายที่จะประกาศใช้ในอนาคต

3. เจ้าของแบรนด์สินค้า
แบรนด์อาหาร เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง ของใช้ในบ้าน หรือสินค้าออนไลน์ อาจได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะเป็นผู้เลือกใช้บรรจุภัณฑ์และนำสินค้าเข้าสู่ตลาด

4. ร้านอาหาร คาเฟ่ และ SME
แม้ธุรกิจขนาดเล็กอาจไม่ได้เป็นกลุ่มแรกที่ถูกบังคับอย่างเข้มข้น แต่แนวโน้ม EPR จะทำให้ SME ต้องเลือกบรรจุภัณฑ์อย่างรอบคอบมากขึ้น โดยเฉพาะหากขายให้ลูกค้าองค์กร โรงแรม โรงงาน ห้างสรรพสินค้า หรือแพลตฟอร์มที่มีนโยบายความยั่งยืน

5. ผู้บริโภค
ผู้บริโภคจะมีบทบาทมากขึ้นในการคัดแยกขยะ การเลือกซื้อสินค้าที่ใช้บรรจุภัณฑ์เหมาะสม และการนำภาชนะส่วนตัวมาใช้ในบางกรณี แนวคิดในร่างกฎหมายยังพูดถึงสิทธิของผู้บริโภคในการนำภาชนะของตนเองไปซื้อสินค้าเพื่อลดการใช้บรรจุภัณฑ์ ภายใต้หลักเกณฑ์ที่จะกำหนดต่อไป

EPR เกี่ยวข้องกับ SME อย่างไร?

SME หลายรายอาจคิดว่า EPR เป็นเรื่องของบริษัทใหญ่หรือโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง SME มีส่วนเกี่ยวข้องมากกว่าที่คิด เพราะ SME เป็นทั้งผู้ใช้บรรจุภัณฑ์ ผู้เลือกวัสดุ และผู้ส่งต่อบรรจุภัณฑ์ไปยังผู้บริโภค

ตัวอย่างเช่น

ร้านกาแฟที่เลือกใช้แก้วกระดาษ
ร้านอาหารที่เลือกใช้กล่องเดลิเวอรี่
แบรนด์ขนมที่เลือกใช้ถุงหรือกล่องบรรจุสินค้า
แม่ค้าออนไลน์ที่ใช้กล่องพัสดุ ซองไปรษณีย์ หรือบับเบิลกันกระแทก
โรงงานอาหารขนาดเล็กที่ใช้บรรจุภัณฑ์ติดแบรนด์ของตัวเอง

ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นจุดเริ่มต้นของบรรจุภัณฑ์ที่เข้าสู่ตลาด หากเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่จัดการหลังการใช้งานยาก ในอนาคตอาจกระทบทั้งต้นทุน ภาพลักษณ์ และโอกาสในการขายให้ลูกค้ากลุ่มองค์กร

SME ควรเตรียมตัวอย่างไรกับ EPR?

1. เลือกบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะกับการใช้งานจริง : ไม่ใช่เลือกจากราคาถูกที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ควรเลือกให้เหมาะกับสินค้า เช่น อาหารร้อน อาหารเย็น เครื่องดื่มร้อน เครื่องดื่มเย็น ของมัน ของเปียก หรือสินค้าขนส่งไกล เพราะบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมจะช่วยลดของเสีย ลดการรั่วซึม ลดสินค้าเสียหาย และลดปริมาณขยะจากการใช้ซ้ำซ้อน

2. ลดวัสดุที่ไม่จำเป็น : ธุรกิจควรเริ่มดูว่ามีส่วนใดของบรรจุภัณฑ์ที่ใช้เกินความจำเป็นหรือไม่ เช่น ใช้ถุงซ้อนหลายชั้น ใช้กล่องใหญ่เกินสินค้า ใช้พลาสติกกันกระแทกมากเกินไป หรือใช้ฝา ช้อน ซองแยก โดยที่ลูกค้าไม่ได้ต้องการทุกครั้ง การลดวัสดุที่ไม่จำเป็นช่วยลดต้นทุนและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

3. เลือกวัสดุที่คัดแยกและรีไซเคิลได้ง่ายขึ้น : บรรจุภัณฑ์ที่ใช้วัสดุชนิดเดียว หรือออกแบบให้แยกวัสดุออกจากกันได้ง่าย มักมีโอกาสเข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้ดีกว่าบรรจุภัณฑ์ที่ผสมหลายวัสดุจนแยกยาก

4. ขอข้อมูลจากซัพพลายเออร์ : SME ควรถามซัพพลายเออร์ให้ชัดเจน เช่น สินค้าผลิตจากวัสดุอะไร เหมาะกับอาหารประเภทใด รีไซเคิลได้หรือไม่ มีเอกสารรับรอง Food Grade หรือ Food Contact หรือไม่ มี Spec Sheet หรือเอกสารยืนยันแหล่งที่มาของสินค้าไหม

5. สื่อสารกับลูกค้าอย่างถูกต้อง : ถ้าธุรกิจใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควรสื่อสารอย่างระมัดระวัง ไม่ควรใช้คำเกินจริง เช่น “ย่อยสลายได้ 100%” หรือ “รักษ์โลกแน่นอน” หากไม่มีหลักฐานรองรับ ควรใช้ถ้อยคำที่ตรงไปตรงมา เช่น “สามารถคัดแยกเพื่อเข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้ตามประเภทวัสดุ” หรือ “ลดการใช้พลาสติกบางส่วนเมื่อเทียบกับบรรจุภัณฑ์เดิม”

EPR ทำให้บรรจุภัณฑ์แพงขึ้นไหม?

ในระยะสั้น อาจมีโอกาสที่ต้นทุนบางส่วนเพิ่มขึ้น เช่น ต้นทุนวัสดุที่ออกแบบให้รีไซเคิลง่ายขึ้น ต้นทุนเอกสาร ต้นทุนการจัดการหลังการใช้งาน หรือค่าธรรมเนียมในระบบความรับผิดชอบของผู้ผลิต หากกฎหมายมีการบังคับใช้จริง แต่ในระยะยาว EPR อาจช่วยให้ธุรกิจบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น เพราะทำให้ผู้ประกอบการลดวัสดุที่ไม่จำเป็น ออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสม ลดของเสีย ลดการเคลม และเพิ่มความน่าเชื่อถือให้แบรนด์ โดยเฉพาะกับลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับ ESG หรือความยั่งยืน สำหรับ SME วิธีที่ดีที่สุดไม่ใช่การเปลี่ยนทุกอย่างทันที แต่คือการเริ่มจากการเลือกบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะกับการใช้งานจริง มีเอกสารชัดเจน และลดการใช้วัสดุที่เกินจำเป็นก่อน

สรุป: EPR บรรจุภัณฑ์เกี่ยวข้องกับพวกเราอย่างไร?

EPR บรรจุภัณฑ์ คือแนวคิดที่ทำให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า เจ้าของแบรนด์ และผู้เกี่ยวข้องกับบรรจุภัณฑ์ ต้องรับผิดชอบมากขึ้นต่อผลกระทบของบรรจุภัณฑ์หลังการใช้งาน ไม่ใช่แค่ผลิตให้ขายได้ แต่ต้องคิดต่อว่าบรรจุภัณฑ์นั้นจะถูกจัดการอย่างไรหลังจากผู้บริโภคใช้เสร็จ

สำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ร้านอาหาร ร้านกาแฟ แบรนด์สินค้า และผู้ขายออนไลน์ EPR อาจยังไม่ใช่เรื่องที่ต้องตื่นตระหนก แต่เป็นเรื่องที่ควรเริ่มทำความเข้าใจและเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ เพราะแนวโน้มกฎหมายและตลาดกำลังเคลื่อนไปสู่บรรจุภัณฑ์ที่ปลอดภัย ใช้วัสดุอย่างเหมาะสม ลดขยะ และมีระบบจัดการหลังการใช้งานที่ดีขึ้น ธุรกิจที่เริ่มเลือกบรรจุภัณฑ์อย่างรับผิดชอบตั้งแต่ตอนนี้ จะมีความพร้อมมากกว่าเมื่อกฎหมายหรือข้อกำหนดใหม่เริ่มชัดเจน และยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าได้ว่าแบรนด์ไม่ได้มองแค่การขายสินค้า แต่ใส่ใจทั้งผู้บริโภค สังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

แหล่งอ้างอิง

  • สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, บทความ “EPR กับการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม”
  • กรมควบคุมมลพิษ, ข้อมูลเกี่ยวกับหลักการ Extended Producer Responsibility หรือ EPR
  • หอสมุดรัฐสภา, บทความเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน

ข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคม 2569 ประเทศไทยยังอยู่ในกระบวนการพัฒนาและผลักดันร่างกฎหมายการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน โดยมีแนวคิด EPR เป็นหลักสำคัญ รายละเอียดการบังคับใช้จริงควรติดตามจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง

แนะแนวเรื่อง

Previous Previous
แก้วกระดาษใส่เครื่องดื่มร้อนได้ปลอดภัยจริงไหม ?

Globe Pack Company Limited

Globe Pack จำหน่ายบรรจุภัณฑ์สำหรับใส่อาหารและเครื่องดื่มครบจบในที่เดียว ทั้งกระดาษและพลาสติก คุณภาพดี สะอาด ปลอดภัย ผลิตจากวัตถุดิบ Food Grade ได้มาตรฐาน

หมวดหมู่

  • กล่องใส่อาหาร
  • เครื่องดื่ม
  • กล่องใส่เบเกอรี่
  • ถ้วยไอศกรีม
  • ถุงกระดาษ
  • อุปกรณ์ต่างๆ
Facebook Facebook Line@TikTok TikTok ShopeeInstagram Instagram
ติดต่อสั่งซื้อผ่าน
LINE @globepack

© 2021 บริษัท โกลบ แพ็ค จำกัด จำหน่ายบรรจุภัณฑ์กระดาษและพลาสติก ถ้วยกระดาษใส่อาหาร เครื่องดื่ม และแก้วกระดาษ

นโยบายความเป็นส่วนตัว | ข้อตกลงและเงื่อนไข | นโยบายการคืนสินค้า

Select the fields to be shown. Others will be hidden. Drag and drop to rearrange the order.
  • Image
  • SKU
  • Rating
  • Price
  • Stock
  • Availability
  • Add to cart
  • Description
  • Content
  • Weight
  • Dimensions
  • Additional information
Click outside to hide the comparison bar
Compare
Scroll to top
  • เกี่ยวกับเรา
  • กล่องใส่อาหาร
    • บรรจุภัณฑ์กระดาษ
    • บรรจุภัณฑ์พลาสติก
  • ถ้วยกระดาษ
  • เครื่องดื่ม
    • แก้วกระดาษ
    • แก้วพลาสติก
  • กล่องใส่เบเกอรี่
    • กล่องใส่เบเกอรี่กระดาษ
    • กล่องใส่เบเกอรี่พลาสติก
  • ถ้วยไอศกรีม
    • ถ้วยไอศกรีมกระดาษ
    • ถ้วยไอศกรีมพลาสติก
  • ถุงกระดาษ
    • ถุงกระดาษหูหิ้ว
      • ถุงกระดาษใส่ขนม
  • อุปกรณ์ต่างๆ
    • ช้อนส้อม
    • ถุงขยะ
    • หลอด
  • ติดต่อเรา
  • บทความ
Search